ในยุคปัจจุบันที่การทำงานและการลงทุนขยายตัวไร้พรมแดน กระแสของนักลงทุน สายเทรดคริปโต หุ้นต่างประเทศ หรือแม้แต่กลุ่ม Digital Nomad ที่มีรายได้จากแพลตฟอร์มต่างชาติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตั้งแต่ช่วงปี 2024-2025 เป็นต้นมา กรมสรรพากรได้ปรับปรุงเกณฑ์การจัดเก็บ "ภาษีเงินได้จากต่างประเทศ" ให้มีความเข้มงวดและอุดช่องโหว่เดิม บทความนี้จะสรุปสิ่งที่คุณต้องรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นภาษีในปี 2026
กฎเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้จากต่างประเทศ
หลักการสำคัญในการพิจารณาว่าเราต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้ที่เกิดในต่างประเทศหรือไม่นั้น จะอิงตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้มีรายได้จะต้องเสียภาษีในไทยก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 2 ข้อ ดังนี้
- เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย: คือ มีการพำนักอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันถึง 180 วันในปีภาษี (ปีปฏิทิน) นั้น
- นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย: ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการทำงานให้บริษัทต่างชาติ, การขายทรัพย์สิน, เงินปันผล หรือรายได้จากการลงทุน หากมีการนำเงินนั้นเข้ามาในไทย จะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษี

อัปเดตเกณฑ์ใหม่ที่ต้องระวัง (ปิดช่องโหว่นำเงินเข้าข้ามปี)
สิ่งที่สายเทรดและนักลงทุนต้องระวังเป็นพิเศษคือ การบังคับใช้ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 และ ป.162/2566 ซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ว่า หากเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป และผู้เสียภาษีอยู่ในไทยถึง 180 วันในปีที่เกิดรายได้ เมื่อใดก็ตามที่มีการนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย "ไม่ว่าจะในปีภาษีใดก็ตาม" เงินได้นั้นย่อมอยู่ในบังคับต้องนำมารวมเสียภาษีตามกฎหมายเสมอ (เป็นการอุดช่องโหว่ของกฎหมายเดิม ที่เคยอนุญาตให้ผู้มีรายได้นำเงินเข้าประเทศข้ามปีภาษีแล้วไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง) อย่างไรก็ดี หากเงินได้นั้นเกิดขึ้นจริงก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 และนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป จะยังไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี
การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับการแปลงสกุลเงินต่างประเทศเป็นเงินบาทเพื่อใช้คำนวณเป็นฐานภาษีเงินได้ กฎหมายระบุให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน "ณ วันที่นำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย" โดยสามารถเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ (อัตราซื้อ) หรืออัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ ณ สิ้นวันทำการก่อนวันที่นำเงินเข้ามา
การใช้สิทธิเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA)
หากคุณมีรายได้จากต่างประเทศและถูกหักภาษี ณ ประเทศแหล่งที่มาไปแล้ว อาจทำให้เกิดภาระ "ภาษีซ้ำซ้อน" แต่เพื่อเป็นการบรรเทาภาระนี้ หากประเทศดังกล่าวมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) กับประเทศไทย คุณมีสิทธิที่จะนำภาษีที่ชำระไว้ในต่างประเทศมาใช้เป็น "เครดิตภาษีแบบธรรมดา" (Ordinary Tax Credit) เพื่อหักออกจากภาษีที่ต้องชำระในไทยได้ โดยมีกฎเหล็กว่า จำนวนเครดิตภาษีที่นำมาหักได้ ต้องไม่เกินจำนวนภาษีไทยที่คำนวณได้สำหรับเงินได้ส่วนนั้น (Credit Limit) และการคำนวณเครดิตภาษีจะต้องแยกตามประเภทของเงินได้และแยกตามแต่ละประเทศแหล่งเงินได้ด้วย

การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ภาษีเงินได้จากต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้นนี้ ทำให้นักลงทุนและผู้มีรายได้จากแพลตฟอร์มต่างชาติต้องวางแผนการนำเงินเข้าประเทศอย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุด เพื่อประโยชน์ในการใช้สิทธิเครดิตภาษีและป้องกันปัญหาเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ คุณจะต้องจัดเตรียมและเก็บรักษาเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของต่างประเทศ (Withholding Tax Certificate), แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นในต่างประเทศ, ใบเสร็จการชำระภาษี และหลักฐานการโอนเงินเข้าไทย ไว้ให้พร้อมเสมอ
