เปิดบริษัทแล้ว กำไรที่ได้ถือเป็นเงินของเราทั้งหมดเลยหรือไม่? คำตอบคือ "ไม่ใช่!" การที่เจ้าของธุรกิจนำเงินออกจากบริษัทโดยไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลทางบัญชีมารองรับ อาจทำให้เกิดเป็นบัญชี "เงินกู้ยืมกรรมการ" ซึ่งจะสร้างปัญหาความยุ่งยากในภายหลัง วันนี้เราจะมาดูวิธีเอาเงินออกจากบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมายและประหยัดภาษีที่สุดกันครับ
ทางเลือกที่ 1: จ่ายเป็น "เงินเดือน/โบนัส"
- ข้อดี: บริษัทสามารถนำยอดเงินเดือนและโบนัสที่จ่ายให้กับกรรมการหรือพนักงาน มาหักเป็น "ค่าใช้จ่าย" ของกิจการได้ ซึ่งจะช่วยลดกำไรสุทธิ ส่งผลให้บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง
- ข้อเสีย: เจ้าของหรือกรรมการผู้รับเงิน จะต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า ซึ่งหากตั้งเงินเดือนไว้สูงมากๆ อาจทำให้คุณต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาในฐานที่สูงถึง 35%
ทางเลือกที่ 2: จ่ายเป็น "เงินปันผล"
- ข้อดี: ผู้รับเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเพียง 10% (Final Tax) และมีสิทธิเลือกที่จะ "ไม่นำ" เงินปันผลก้อนนี้ไปรวมคำนวณกับรายได้อื่นตอนยื่นภาษีประจำปีก็ได้
- ข้อเสีย: บริษัทไม่สามารถนำเงินปันผลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ เนื่องจากเงินปันผลเป็นการนำ "กำไรสุทธิ" ที่ผ่านการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล (เช่น อัตรา 20%) ไปเรียบร้อยแล้วมาจัดสรรแบ่งกัน

เครดิตภาษีเงินปันผล (ตัวช่วยพิเศษ)
รู้หรือไม่ว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้วนั้น เราสามารถขอคืนได้! หากเจ้าของธุรกิจเลือกที่จะนำเงินปันผลไปรวมยื่นภาษีตอนปลายปี คุณจะได้รับสิทธิที่เรียกว่า "เครดิตภาษีเงินปันผล" เพื่อป้องกันการเสียภาษีซ้ำซ้อน โดยจะคำนวณจากอัตราภาษีที่บริษัทจ่ายไป วิธีนี้จะเหมาะและคุ้มค่ามากสำหรับเจ้าของบริษัทที่ฐานภาษีบุคคลธรรมดายังไม่สูงนัก เพราะอาจทำให้ได้เงินภาษีคืนกลับมาเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้น
How-to หาจุดสมดุล (Sweet Spot)
เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด แนะนำให้ใช้สูตรผสมผสาน โดยเริ่มจากการ "จ่ายเงินเดือน" ให้ตัวเองในจำนวนที่พอดีกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวหรืออยู่ในเกณฑ์ฐานภาษีบุคคลธรรมดาที่ยังไม่สูงเกินไป (เพื่อใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัว) จากนั้น ส่วนที่เหลือหากบริษัทบริหารงานจนมีกำไรสะสม ค่อยพิจารณาจัดสรรจ่ายออกมาในรูปแบบของ "เงินปันผล"

ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกจ่ายเงินให้ตัวเองไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว 100% เพราะต้องขึ้นอยู่กับ "ฐานภาษี" และโครงสร้างรายได้ของแต่ละคน ทางที่ดีที่สุดคือการให้ผู้เชี่ยวชาญหรือนักบัญชีช่วยคำนวณเปรียบเทียบตัวเลขทั้งสองฝั่ง เพื่อหาจุดที่ประหยัดภาษีรวม (ทั้งฝั่งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา) ได้คุ้มค่าที่สุดครับ
